จากที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เรื่อง ประกอบด้วย
1.Future
Investment Hub ศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคต 2.Trade and Service
Engine ยกระดับภาคการค้า และบริการ 3. Human Capital Engine
พัฒนาทุนมนุษย์ และ 4.Government
Effectiveness Engine ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่านการพัฒนา
ต่อมาคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ กรอ.ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนด 5 แผนยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญ ได้แก่

1.Investment
and Industry Transformation Hub 2.AI and Digital Hub 3.Green Economy Hub
4.Financial Hub และ 5.Medical Hub
ทั้งนี้ มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการลงทุน และเศรษฐกิจแห่งอนาคต มีเป้าหมายผลักดัน GDP เติบโตมากกว่า 3% และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP มากกว่า 30% พร้อมตั้งเป้าดันอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยขึ้นสู่ท็อป 20 ของโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 24
ลงทุนใหม่ 6.8 หมื่นล้าน ดันจีดีพีขึ้น 0.5%
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์ (Medical
Investment Hub) ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ และบริการสุขภาพมูลค่าสูง
ทั้งนี้ จะเพิ่ม GDP ไม่น้อยกว่า 0.5% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท จากที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่เข้ามามูลค่ามากกว่า 68,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 0.3% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมขึ้นจากอันดับ 56 มาที่อันดับ 50 กำหนดเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการลงทุนใน 3 เสาหลัก ได้แก่
1.ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Service Hub) จะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 25,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.2%
2.ศูนย์กลางการวิจัย และพัฒนา (Research and
Development Hub) จะเกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.05%
3.ศูนย์กลางการผลิต ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมสุขภาพ (Product & Health
Manufacturing Hub) จะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 37,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.25%
ดึงกลุ่มมีกำลังจ่ายมารับบริการ
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศในด้าน Service Hub มีแผนตั้ง International Health
Agency และมีทูตสาธารณสุข (Health Attache) เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงผู้ป่วยต่างชาติ บริษัทประกัน และหน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศ เข้าสู่บริการสุขภาพของไทย
รวมทั้ง บุกเบิกตลาด และค้นหากลุ่มลูกค้าใหม่ในต่างประเทศเหมือนทูตพาณิชย์ด้านสุขภาพ รวมถึงการพัฒนา Public Premium Flagship
Hospital ยกระดับโรงพยาบาลรัฐสู่บริการพรีเมียมมาตรฐานสากล จัดตั้งคลินิกพรีเมียมสร้างรายได้คืนสู่ระบบสุขภาพ
รวมถึง พัฒนา Health Marketplace เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงบริการสุขภาพของภาครัฐ และเอกชน ให้ประชาชน และผู้ใช้บริการเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น ,พัฒนา Data & Access เชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูล และการพัฒนาปรับปรุงระบบเบิกจ่ายประกันเอกชนใน รพ.รัฐหรือระบบ i-Claim
ขยายระยะเวลา “เมดิคัล วีซ่า”
ขณะที่ภาคเอกชนที่ดำเนินการด้านบริการเวลเนส และรักษาพยาบาลเข้มแข็งอยู่แล้วก็ดำเนินการร่วมกัน โดยภาครัฐจะหารือร่วมกันเพื่ออำนวยความสะดวกการเข้ามารับบริการด้านสุขภาพของชาวต่างชาติ เช่น การปรับปรุงวีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล (Medical Visa) ให้ยืดหยุ่นสอดคล้องระยะเวลาการรักษาแต่ละโรค อาทิ การทำเคมีบำบัดหรือการรักษาด้วยการยิงลำแสงโปรตอน
พร้อมทั้งจัดระบบคัดกรองบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ การนัดหมาย และส่งตัวล่วงหน้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อระบุวัตถุประสงค์ ที่พำนัก และจำนวนผู้ติดตามของผู้ป่วยต่างชาติได้อย่างชัดเจน

ปัด “รัฐแข่งเอกชน” แย่งตลาด
ภายใต้การมุ่งเจาะกลุ่มมีกำลังจ่ายทั้งใน และต่างประเทศเข้ามารับบริการในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้นเป็นการแย่งตลาดกลายเป็น “รัฐแข่งเอกชน” หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังมีช่องว่างดำเนินการร่วมกันได้เนื่องจากยอดการใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และบริการย่อยๆ มีมูลค่า 4.59% ของ GDP หรือคิดเป็นเงิน 800,000 กว่าล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อจำแนกงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุมเงินเดือนบุคลากร และการรักษาพยาบาลทุกประเภทรวมกันไม่เกิน 350,000-360,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ทั้งหมดในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 300,000 ล้านบาท
ปักธงไทยฐานวิจัยทางคลินิก
สำหรับเรื่องศูนย์กลางการวิจัย และพัฒนา จะเกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.05% โดยจะตั้ง One-Stop Approval เป็นกลไกกลางสำหรับการยื่นคำขอ และประสานการอนุมัติเพื่อลดขั้นตอน
รวมถึงพัฒนา Fast Track &
Regulatory Sandbox เร่งโครงการวิจัย และนวัตกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดกฎระเบียบ, พัฒนา Data & Research
Platform เชื่อมข้อมูลสุขภาพ งานวิจัย และการลงทุน เพื่อสนับสนุนการวิจัย และการตัดสินใจเชิงนโยบาย และพัฒนา Clinical Trials &
Global R&D Partnership ยกระดับเป็นฐานวิจัยทางคลินิก และดึงลงทุน R&D จากบริษัทระดับโลก
ส่วนการขับเคลื่อนศูนย์กลางการผลิต ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมสุขภาพ จะเกิดการลงทุนใหม่เพิ่ม 37,000 ล้านบาท และ GDP เพิ่มขึ้น 0.25% โดยจะทำ Investment &
Manufacturing MOU ความร่วมมือกับบริษัทยาชีววัตถุ และเครื่องมือแพทย์ เพื่อดึงการลงทุนมาไทย
รวมทั้งจัดทำ Pharmaceutical Supply
Chain Roadmap กำหนดทิศทางลดการพึ่งพาการนำเข้า และพัฒนาการผลิตในประเทศอย่างเป็นลำดับขั้น, ส่งเสริม Technology Transfer ถ่ายทอดเทคโนโลยียกระดับมาตรฐาน และพัฒนาผู้ผลิตไทย และยกระดับ Local Manufacturing
& API พัฒนาจากการผสมสูตร, การบรรจุ, บรรจุภัณฑ์สู่ตัวยาสำคัญ(API) ชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง

เปิดดีลบริษัทยา-เครื่องมือแพทย์มาลงทุน
นายพัฒนา กล่าวว่า การดำเนินงานภายใต้ กรอ.นำนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ หรือ “Offset Policy” ในการเจรจากับแต่ละบริษัท โดยเป็นมาตรการที่รัฐบาลกำหนดให้ผู้ขายสินค้าจากต่างประเทศต้องชดเชยประโยชน์กลับมายังประเทศผู้ซื้อผ่านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการจ้างงานในประเทศจากเดิมเป็นเพียง “ผู้ซื้อและผู้ขาย” เป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” (Partner)
ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมพิจารณาสิทธิประโยชน์การลงทุน และการอำนวยความสะดวก เช่น การขึ้นทะเบียน แผนการจัดซื้อของภาครัฐ โดยเอกชนต้องมาลงทุนภายในระยะเวลากำหนด เช่น การลงทุนวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต หรือการสนับสนุนการศึกษา และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ไทย
ส่วน สธ.ได้หารือร่วมกับบริษัทผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ระดับโลก 10 บริษัท คือ แอสตราเซเนก้า (AstraZeneca), โนวาติส(Novartis), เอ็มเอสดี (MSD), แซนดอส (Sandoz), จีเอสเค(GSK), ไบเออร์ (Bayer), โบห์ริงเกอร์ อิงเกลไฮม์ (Boehringer
Ingelheim), โรช (Roche), ทาเคดา (Takeda) และไฟเซอร์ (Pfizer)
รวมทั้งจะเดินหน้าเจรจาร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและต้องการใช้งานปริมาณมากต่อไป
Quick
win เซ็นดีลแรก “เอ็มเอสดี”
นายพัฒนา กล่าวว่า จากการเจรจาเบื้องต้นมีโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และเป็น Quick Win เรื่องแรก คือ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (MSD) อยู่ระหว่างเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) วันที่ 9 ก.ย.2569 โดยจะขยายโครงการวิจัยทางคลินิกในไทย
ทั้งนี้การวิจัยยาตัวใหม่ 1 รายการ ใช้งบราว 2,000 ล้าน คาดว่าสร้างการจ้างงานบุคลากร 1,000 ตำแหน่ง โดย สธ.ต้องการให้โรงพยาบาลรัฐที่มีศักยภาพได้รับโอกาสลำดับแรก ส่วนภาคเอกชนเข้าเป็นพันธมิตรได้
นอกจากนี้ MSD สนใจถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมมือผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยา HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งอาจใช้ศักยภาพโรงงานเดิมขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งทำให้ไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศร่วมกับบราซิลที่ได้สิทธิผลิตยานี้