วุฒิสภา-สสส.-ภาคี
สร้างระบบอาหารปลอดภัย ชู “Safe
Food Journey” เชื่อมทุกภาคส่วนดูแลอาหารตลอดห่วงโซ่
หนุนชุมชนต้นแบบ-นักสืบอาหาร พร้อมสร้างเครือข่ายอาหาร 36 จังหวัด
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 ที่
อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน
สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิชีววิถี กรุงเทพมหานคร
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และสถานีโทรทัศน์ Thai
PBS จัดเสวนา “Safe Food Journey เส้นทางอาหารสู่จานเรา”
เพื่อสานพลังทุกภาคส่วนยกระดับความปลอดภัยทางอาหารตลอดห่วงโซ่

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์
ประธานคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า
ความปลอดภัยทางอาหารเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคและเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ
เพราะความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ จุดจำหน่ายหรือขณะปรุงอาหาร แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงของห่วงโซ่
ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การเพาะปลูก การนำเข้า การจัดเก็บ การขนส่ง การจำหน่าย
ไปจนถึงการบริโภค หากจุดใดขาดมาตรฐานหรือกลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ
ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเชื่อมั่นของประชาชน
ไทยจำเป็นต้องก้าวจากการแก้ไขปัญหาเมื่อพบอาหารไม่ปลอดภัย
ไปสู่การสร้างระบบที่สามารถป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่
การเสวนาครั้งนี้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแล
ฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค
และองค์ความรู้จากเครือข่ายอาหารปลอดภัยของ สสส.
ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการ ระบบข้อมูล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม
รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย
ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 พบว่า ประชากรวัยทำงานมีภาวะอ้วน
(มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) 45% มีภาวะความดันโลหิตสูง
29.5% และเป็นโรคเบาหวาน 10.6% ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป
บริโภคผักและผลไม้เฉลี่ย 373.69 กรัมต่อวัน และมีเพียง 36.5% ที่บริโภคได้ถึงวันละ
400 กรัม ส่วนการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน
สูงกว่าปริมาณแนะนำที่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน สะท้อนถึงความจำเป็นในการจัดการระบบอาหารอย่างจริงจัง
ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส.
ได้ขับเคลื่อนงานอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่การสร้างหลักฐานและระบบข้อมูล การพัฒนาต้นแบบ การเชื่อมเครือข่าย
การผลักดันนโยบายและสภาพแวดล้อมทางอาหาร ไปจนถึงการเสริมพลังประชาชน
เพื่อให้ทุกภาคส่วนนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดตามบทบาทของตนเอง
เกิดความคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อน และขยายผลได้ทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย
ปัจจุบันมีเครือข่ายปฏิบัติการครอบคลุม 36 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค
เชื่อมโยงตั้งแต่พื้นที่ผลิต ตลาด แหล่งบริการอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จนถึงเครือข่ายผู้บริโภค
ตัวอย่างสำคัญคือการยกระดับอาหารริมบาทวิถี
หรือ Street Food ที่
สสส. ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่าย
ทดลองใช้กับผู้ประกอบการ 432 ร้าน ใน 18 พื้นที่ ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย
กรุงเทพมหานคร เชียงราย อุบลราชธานี และภูเก็ต
โดยพัฒนามาตรฐานกลางการผลิตและให้บริการอาหารสตรีทฟู้ดที่สามารถนำไปใช้ยกระดับพื้นที่ได้จริง
น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์
ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ความร่วมมือกับ สสส.
มุ่งยกระดับการเฝ้าระวังอาหารปลอดภัยจากการตรวจค้นหาความเสี่ยง
ไปสู่การสร้างระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม โดยพัฒนาพื้นที่ต้นแบบใน 3 จังหวัด
ได้แก่ จ.นครสวรรค์ จ.มหาสารคาม จ.ยโสธร พร้อมพัฒนาองค์ความรู้และหลักสูตร Citizen Science หรือ
“นักสืบอาหาร” เพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนและภาคีในพื้นที่สามารถเฝ้าระวัง
สื่อสารความเสี่ยง และเชื่อมข้อมูลเข้าสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ
อีกก้าวสำคัญคือการพัฒนา Thai Rapid Alert System for Food
Safety (Thai-RASFS) ให้เป็นระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเร่งด่วนที่เชื่อมข้อมูลจากพื้นที่กับหน่วยงานรับผิดชอบ
ตั้งแต่การแจ้งเตือนผู้บริโภค การติดตามจัดการปัญหา
ไปจนถึงการนำข้อมูลกลับมาใช้พัฒนามาตรการและนโยบาย โดยระยะต่อไปจะยกระดับ Thai-RASFS สู่กลไกแจ้งเตือนด้านอาหารปลอดภัยของประเทศ
เชื่อมภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน
ที่มา: https://www.hfocus.org/content/2026/09/39447