โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน
เดินหน้าพัฒนาศูนย์หัวใจและหลอดเลือด
รองรับแนวโน้มผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น โดยนำเทคโนโลยี Pulsed Field Ablation (PFA) นวัตกรรมการจี้ไฟฟ้าหัวใจรูปแบบใหม่มาใช้เป็นอีกทางเลือกในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial
Fibrillation (AF) ในผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ
โรงพยาบาลและศูนย์บำบัด
ข้อมูลจากรายงาน Beyond the Burden: The Impact of
Atrial Fibrillation in Asia Pacific ซึ่งนำเสนอในการประชุมวิชาการของสมาคมจังหวะการเต้นของหัวใจแห่งเอเชียแปซิฟิก
(APHRS) ระบุว่า
ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีผู้มีภาวะ AF
มากกว่า 16 ล้านคน
และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 72
ล้านคนภายในปี 2050 โดยในประเทศไทยมีผู้เผชิญภาวะ
AF มากกว่า
1.6 ล้านคน
และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนประชากรสูงวัย
AF เป็นภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ
ส่งผลให้การสูบฉีดเลือดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น
หัวใจเต้นรัวหรือสะดุด เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือแน่นหน้าอก
ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการหรือมีอาการเป็นช่วง ๆ ทำให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
หรือ ECG เพียงครั้งเดียวไม่พบความผิดปกติได้
การวินิจฉัยจึงอาจต้องอาศัยการซักประวัติ
ประเมินปัจจัยเสี่ยง และใช้เครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจเพิ่มเติม เช่น Holter Monitor หรือเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดฝังใต้ผิวหนัง
เพื่อให้แพทย์ประเมินภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้เหมาะสม ทั้งนี้ AF มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือด
การตรวจพบและประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนรักษา
สำหรับแนวทางรักษา AF มีตั้งแต่การใช้ยาควบคุมอัตราหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ
การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามข้อบ่งชี้
ไปจนถึงการทำหัตถการจี้ไฟฟ้าหัวใจในผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่าเหมาะสม
โดยวิธีการจี้หัวใจที่ใช้กันมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ Radiofrequency Ablation ซึ่งใช้พลังงานความร้อน
และ Cryoablation ซึ่งใช้ความเย็นจัด
ขณะที่ PFA ใช้หลักการแตกต่างออกไป
โดยส่งสนามไฟฟ้าพลังงานสูงในช่วงเวลาสั้นไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย
ทำให้เกิดกระบวนการ Electroporation
ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ต้องการรักษา
โดยไม่ได้ใช้ความร้อนหรือความเย็นเป็นกลไกหลัก
เทคโนโลยีดังกล่าวจึงเข้ามาเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ป่วย AF ที่มีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ
ทั้งนี้ การเลือกวิธีรักษายังคงต้องพิจารณาจากชนิดของ AF อาการ
โรคร่วม และประวัติการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต
พหลโยธิน กล่าวว่า
ผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางรายอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ
เนื่องจากอาการอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ และเมื่อมาพบแพทย์จังหวะหัวใจอาจกลับมาเป็นปกติแล้ว
ทำให้การตรวจ ECG เพียงครั้งเดียวไม่พบความผิดปกติ
ดังนั้น
การประเมินผู้ป่วยจึงต้องพิจารณาทั้งประวัติ อาการ ปัจจัยเสี่ยง
และเลือกเครื่องมือติดตามจังหวะหัวใจให้เหมาะสมกับแต่ละราย
โดยการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลได้เร็วขึ้น
ทั้งการติดตามอาการ การใช้ยา หรือการพิจารณาทำหัตถการตามข้อบ่งชี้
นพ.สุวาณิช กล่าวเพิ่มเติมว่า PFA เป็นอีกเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับผู้ป่วย
AF ที่แพทย์ประเมินว่ามีข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ
โดยใช้สนามไฟฟ้าส่งพลังงานในช่วงเวลาสั้นไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม
เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของการรักษา
เพราะการทำหัตถการต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ
ทีมพยาบาล บุคลากรในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และทีมดูแลผู้ป่วยหลังทำหัตถการ
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน
จึงให้ความสำคัญทั้งกับการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพและการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
เพื่อให้แนวทางการรักษาสอดคล้องกับภาวะและความเสี่ยงของผู้ป่วย
การนำ PFA เข้ามาใช้ยังสะท้อนทิศทางการพัฒนาศูนย์หัวใจและหลอดเลือดของโรงพยาบาล
เพื่อรองรับความต้องการด้านบริการสุขภาพเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะจากสังคมสูงวัยและการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ซึ่งทำให้โรงพยาบาลต้องพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการตรวจวินิจฉัย ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ
เทคโนโลยีสำหรับการทำหัตถการ ตลอดจนการทำงานร่วมกันของบุคลากรหลายสาขา
สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วย
PFA ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้บริการตั้งแต่การตรวจประเมิน วินิจฉัย
พิจารณาแนวทางรักษาตามข้อบ่งชี้ และติดตามผลหลังการรักษา
โดยแพทย์จะนัดติดตามอาการและผลการรักษา
รวมถึงกำหนดแนวทางดูแลต่อเนื่องตามสภาพของผู้ป่วย ทั้งการดูแลแผล การใช้ยา และระยะเวลาพักรักษาตัว
โรงพยาบาลยังเน้นย้ำว่า
ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง
แม้อาการใจสั่นจะหายไปแล้ว
โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสม