“เทคโนโลยีตรวจวัดระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง” หรือ CGM (Continuous
Glucose Monitoring) กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดูแล “ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่
1” จากการตรวจระดับน้ำตาลเป็นช่วงเวลา
ไปสู่การติดตามข้อมูลตลอด 24
ชั่วโมง
ช่วยให้ผู้ป่วยและทีมรักษาเห็นความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาล
ปรับการใช้อินซูลินได้เหมาะสม
และลดความเสี่ยงจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เอง
การรู้ระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก
แต่เป็นข้อมูลสำคัญต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ตั้งแต่การรับประทานอาหาร
การออกกำลังกาย การพักผ่อน ไปจนถึงการกำหนดขนาดอินซูลิน นอกจากนี้ข้อมูลจาก CGM ยังช่วยให้ผู้รักษาหรือผู้ดูแล
มองเห็นรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาล เฝ้าระวังอันตราย
และช่วยวางแผนการดูแลให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคนมากขึ้น
รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ อุปนายกคนที่
1 สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ
ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 6 ล้านคน
ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1
กว่า 20,000 คน
โดยพบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
และผู้ป่วยทุกช่วงวัยต่างต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มีภาวะตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้
จึงต้องฉีดอินซูลินจากภายนอกตลอดชีวิต เพื่อช่วยให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์
นำไปใช้เป็นพลังงาน เสริมสร้างการการเจริญเติบโตของร่างกาย
การกำหนดขนาดอินซูลินให้เหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลระดับน้ำตาล
ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร ระหว่างทำกิจกรรม ในช่วงกลางคืน
และปริมาณอาหารที่จะรับประทานในแต่ละมื้อ

หากร่างกายขาดอินซูลินอย่างรุนแรงและระดับน้ำตาลสูงมาก ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน
หรือ DKA ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิต
สัญญาณเตือนสำคัญ ได้แก่ ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้จากสารคีโตน ปวดท้อง คลื่นไส้
อาเจียน และหายใจหอบลึก สับสน หรือรุนแรงถึงขั้นหมดสติ
ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาตามมาตรฐานด้วยการฉีดอินซูลินแบบ Basal-Bolus ซึ่งประกอบด้วยอินซูลินพื้นฐานและอินซูลินตามมื้ออาหาร
รวมประมาณวันละ 3-4 ครั้ง
ต้องอาศัยการติดตามข้อมูลระดับน้ำตาลที่แม่นยำ หากได้รับอินซูลินมากหรือน้อยเกินไป
ผู้ป่วยอาจมีระดับน้ำตาลต่ำจนหมดสติหรือชัก
หรือมีระดับน้ำตาลสูงจนนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินได้
CGM จึงทำหน้าที่เสมือน
“เข็มทิศ” ของการรักษา
โดยใช้เซนเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำตาลจากน้ำระหว่างเซลล์ใต้ผิวหนัง
และส่งข้อมูลเข้าสู่สมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
อุปกรณ์แต่ละชิ้นสามารถติดบนร่างกายได้นานประมาณ 14 วัน
พร้อมส่งสัญญาณเตือนเมื่อระดับน้ำตาลต่ำหรือสูงเกินเกณฑ์
ช่วยให้ผู้ป่วยรับมือได้ก่อนเกิดอันตราย

อย่างไรก็ตาม CGM ไม่ได้ทำหน้าที่แทนผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์
แต่เป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องได้รับความรู้เพื่อการจัดการเบาหวานด้วยตนเอง หรือ DSME (Diabetes Self-Management
Education) ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีอ่านกราฟ
ประเมินแนวโน้มของระดับน้ำตาล
และปรับอินซูลินให้สัมพันธ์กับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทาน
การเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองของร่างกายในสภาวะต่าง ๆ รวมถึงเข้าใจด้วยว่าค่าจาก CGM อาจช้ากว่าการตรวจเลือดที่ปลายนิ้วได้ถึง
5 นาที
และควรมีการตรวจน้ำตาลในเลือดเพื่อเทียบเคียงและปรับค่าน้ำตาลที่ได้จาก CGM เป็นระยะหรือเมื่อสงสัย
เพราะเป็นการตรวจจากน้ำระหว่างเซลล์ ไม่ใช่การตรวจน้ำตาลในเลือดโดยตรง
รศ.นพ.เพชร ย้ำว่า CGM มีประโยชน์อย่างมากและจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่
1 หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่
2 บางรายที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้และจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน
และหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน
แต่คนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานไม่จำเป็นต้องติดอุปกรณ์ดังกล่าว
อาจมีประโยชน์บ้างในการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลเมื่อรับประทานอาหารหรือทำกิจกรรม
การป้องกันเบาหวาน หรือการดูแลสุขภาพ ควรเริ่มจากการควบคุมน้ำหนัก
รับประทานอาหารให้สมดุล และออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพะวงกับค่าน้ำตาลที่ขึ้น
ๆลง ๆ จนกลัวไม่กล้ากินคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารจำพวกข้าวแป้ง
แล้วรับประทานแต่ไขมันหรือเนื้อสัตว์ทดแทน อาจเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง
และทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองตามมา
พญ.ณิชกานต์ หลายชูไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม
หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุดเด่นของ CGM คือทำให้ทีมรักษาเห็นข้อมูลระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่เพียงค่าที่วัดได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
จึงสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนการรักษาแบบแม่นยำเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Medicine
หนึ่งในข้อมูลสำคัญจาก CGM คือค่า
Time in Range หรือ
TIR ซึ่งแสดงสัดส่วนเวลาที่ระดับน้ำตาลอยู่ในช่วงเป้าหมาย
ช่วยสะท้อนคุณภาพการควบคุมน้ำตาลและความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ละเอียดกว่าการพิจารณาค่าเฉลี่ยสะสม
HbA1c เพียงอย่างเดียว
ข้อมูลที่แสดงอย่างต่อเนื่องยังทำให้ผู้ป่วยเห็นผลจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ทันที
เช่น อาหารชนิดใดทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น
ระดับน้ำตาลอยู่นอกช่วงเป้าหมายนานเพียงใด
หรือการออกกำลังกายมีผลต่อระดับน้ำตาลอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้และปรับพฤติกรรมด้วยตนเอง ทั้งการเลือกอาหาร
ปรับปริมาณคาร์โบไฮเดรต และกำหนดปริมาณยาฉีดอินซูลินให้เหมาะสม
“CGM
ช่วยได้มากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน
นอกจากนี้ยังนับว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างมากในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเตือนเมื่อระดับน้ำตาลต่ำ
เช่น ไม่รู้สึกหิว มือสั่น หรือใจสั่น
อุปกรณ์จะส่งสัญญาณเตือนก่อนที่ระดับน้ำตาลจะลดลงจนผู้ป่วยหมดสติหรือชักได้” พญ.ณิชกานต์
กล่าว

สำหรับทีมรักษา ข้อมูลจาก CGM ช่วยให้มองเห็นแบบแผนของระดับน้ำตาลอย่างละเอียดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน
หลังรับประทานอาหาร หรือระหว่างทำกิจกรรม
จึงสามารถปรับขนาดอินซูลินและแผนการรักษาให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
ลดการคาดการณ์จากข้อมูลเพียงไม่กี่จุด และช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความกังวลตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม การนำ CGM มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความพร้อมของทีมสหสาขาวิชาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการจัดการเบาหวานแบบองค์รวมและ
DSMES เพื่อสอนผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์
อ่านข้อมูล และแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เช่น การเชื่อมต่อ Bluetooth หรือการทำงานของแอปพลิเคชัน
ขณะเดียวกัน
ผู้ป่วยต้องมีความพร้อมในการเรียนรู้และนำข้อมูลไปใช้
รวมถึงมีสมาร์ทโฟนและสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล
ส่วนหน่วยบริการยังต้องมีกระบวนการจัดหาและนำอุปกรณ์เข้าสู่บัญชีเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาล
เพื่อให้สามารถจัดบริการแก่ผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง
นพ.กฤช ลี่ทองอิน ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(สปสช.) กล่าวว่า การผลักดัน CGM
เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(บัตรทอง 30 บาท)
เริ่มจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยและเครือข่ายมหาวิทยาลัยร่วมกันศึกษาวิจัย
จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1
และประเมินทั้งผลลัพธ์ทางสุขภาพกับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
พร้อมปรับแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566
ที่มีข้อบ่งชี้การใช้ CGM ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่
1 สปสช.จึงพิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์และแยกจ่ายชดเชยเป็นการเฉพาะให้หน่วยบริการ

สำหรับการจัดบริการ สปสช.
ใช้รูปแบบจ่ายชดเชยตามการให้บริการจริง โดยให้โรงพยาบาลจัดหาอุปกรณ์ CGM ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(อย.) และเหมาะสมกับผู้ป่วย ก่อนเบิกค่าใช้จ่ายจาก สปสช. ในอัตรา 2,000 บาทต่อ
2 สัปดาห์
หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1,000
บาท
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่
1 ครั้งแรก
จะได้รับความรู้เกี่ยวกับโรค การฉีดอินซูลิน การรับประทานอาหาร
และการสังเกตภาวะผิดปกติ ก่อนที่แพทย์จะพิจารณาใช้ CGM ตามข้อบ่งชี้และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
ปัจจุบันมีผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเข้าถึง CGM แล้วกว่า 400 คน จากกลุ่มเป้าหมายจำนวนหลักพัน
การขยายบริการในระยะต่อไปจึงต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านอุปกรณ์
ความพร้อมของหน่วยบริการ การพัฒนาบุคลากร
และการเตรียมผู้ป่วยให้สามารถใช้ข้อมูลจาก CGM ได้อย่างถูกต้อง
เพื่อให้เทคโนโลยีนี้นำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง