กรุงเทพมหานคร แหล่งรวมความเครียด เหตุเร่งรีบ ปัญหาจราจร คนกทม.เครียดสูง กลุ่มอายุ 15-24 ปี เสี่ยงโรคซึมเศร้ามักมีพฤติกรรมลงโทษตัวเอง ทำร้ายร่างกาย เพิ่มมากขึ้น ชี้หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน ต้องเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เพื่อยับยั้งให้สอดคล้องรับจริตของวัยรุ่น ทั้งแชตออนไลน์ ความรู้ผ่านเพจ พร้อมอบรมปลูกฝัง “ทักษะรับฟังโดยไม่ตัดสิน”
คนกทม.เครียดสูง เหตุเร่งรีบ ปัญหาจราจร
ในการเสวนา “ร่วมกันป้องกันการฆ่าตัวตาย” จัดโดยสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 2569 - World Suicide Prevention Day 2026 ซึ่งปีนี้ จัดงาน ภายใต้แนวคิด “POWER TO LIVE #2 2026” “เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน”
พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิต นับเป็นปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯที่มีแต่ความเร่งรีบ เริ่มจากการออกจากบ้าน ต้องเผชิญกับการจราจร หรือการทำมาหากิน ภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่ชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนชนบท สิ่งเหล่านี้ทำให้คนกรุงเทพฯ มีภาวะความเครียดสูงถึง 5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ อยู่ที่ 2.7% จากการสำรวจพบว่า คนกรุงเทพ มีความเครียดเล็กๆน้อยๆ ถึง 90% เครียดปานกลาง 6% และเครียดมาก 1% และพบว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ถึง 6%
กลุ่มอายุ 15-24 ปี เสี่ยงโรคซึมเศร้า
จากข้อมูลยังพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้า มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 15-24 ปี รองลงเป็นกลุ่มวัยแรงงาน ทั้งนี้กรุงเทพมหาคร เตรียมเริ่มออกสำรวจคัดกรองความเครียดในเด็กวัยเรียน โดยร่วมศูนย์สาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร คัดกรองเด็กระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดในกทม. 100 แห่ง (ร.ร.กทม. 437 แห่ง)เริ่มภายใน 1 ตุลาคมนี้ เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาภาวะสุขภาพใจของเด็กกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เบื้องต้น ก่อนที่เด็กจะมีภาวะความเครียดสะสม ทำให้เกิดอันตรายต่อตนเอง และคนรอบข้าง
ผู้ป่วยมักลงโทษตัวเอง ทำร้ายร่างกาย เพิ่มมากขึ้น
?พล.ร.ต.นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคม จิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันการทำร้ายตัวเอง มีหลายด้าน ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรง ทำลายตัวเอง บางครั้ง ปัจจัยมาจากความหุนหันพลันแล่น ภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ตัดสินแบบนั้น แต่ก็มีจำนวนค่อยข้างมาก ที่พบว่า การทำร้ายตนเอง ไม่ได้มาจากภาวะซึมเศร้า และไม่ได้หวังฆ่าตัวตาย แต่เป็นเพียงเพราะอารมณ์เป็นลบในขณะนั้น และต้องการลงโทษตัวเอง เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่พบในกลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากภาวะทางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก คนในกทม.มักอยู่คนเดียว โดยเฉพาะเด็กอายุเพียง 17-18 ปี ต้องอยู่ตามลำพัง จัดการทุกอย่างคนเดียว ทั้งการเรียน การงาน ทำให้มีความเครียดสะสมเกิดขึ้น
ดังนั้นต้องเพิ่งช่องทางการระบาย หรือการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต ผ่าน เพจ หรือเฟสบุ๊ค รวมถึงในโรงเรียนต้องมีชมรม หรือ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ให้อย่างน้อยเด็กได้ระบายออก เพราะการมีเพื่อนหรือมีคนรับฟัง จะช่วยป้องกันความคิดลบได้ ขณะเดียวกันต้องรู้จักการภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้จักให้อภัยตัวเองในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย
?พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถิติอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในคนไทย พบ 8 ต่อแสนประชากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 2-3% แต่กลับพบว่า เด็กวัยรุ่นทุกวันนี้ มีความพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ หรือจริงๆ แล้วไม่ได้คิดฆ่าตัวตาย เพียงแต่ต้องการ ทำร้ายตัวเอง เพื่อเป็นการปลดปล่อยความเครียดออกไป โดยพบในกลุ่ม เด็ก 15 ปีขึ้น ไป พบถึง 140-170 ต่อแสนประชากร และรองลงมา เด็กอายุ 12-15 ปี พบจำนวน 30 ต่อแสนประชากร
ทั้งนี้เมื่อนำข้อมูลการทำร้ายตัวเองมาเปรียบเทียบกับอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในกลุ่มวัยรุ่นจะพบว่า การฆ่าตัวตายสำเร็จ มักจะมีปัจจัยของโรคทางจิตเวช ซึมเศร้า และ ยาเสพติด ร่วมด้วย รวมถึงไป มีปัญหา ความสัมพันธ์ในครอบครัว เข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้น การหยุดยั้งปัญหาการทำลายตัวเองด้วย ต้องหยุดการเข้าถึงอาวุธทุกชนิด เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ ที่พบ คนฆ่าตัวตายจากการจุดเตาถ่าน เมื่อมีการควบคุมอัตราการฆ่าตัวตายก็ลดลง เช่นเดียวกับ การกระโดดสะพานฆ่าตัวตายใน กทม. เมื่อมีการตั้งสายตรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด อัตราการฆ่าตายก็ลดลง
ส่วนเหตุความรุนแรงในเด็กวัยเรียน จากข่าว ปัจจุบัน ทั้งเด็กใช้อาวุธปืนทำร้ายครู เพื่อน และตัวเอง ร่วมเด็กที่มีภาวะซึมเศร้า ใช้อาวุธปืนไปก่อเหตุในโรงเรียน ก็จะพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าถึงอาวุธได้ง่าย ไม่ว่าเด็กจะมีภาวะจิตใจอย่างไร หากไม่เข้าถึงอาวุธ ก็ไม่สามารถก่อเหตุได้ ทั้งการทำร้ายตัวเอง และคนอื่น อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนต้องเพิ่มมาตรการสอดส่อง และติดตาม เด็กกลุ่มเสี่ยงที่เพื่อให้สามารถระงับเหตุได้ทัน เพราะส่วนใหญ่เด็กมักมีส่งสัญญาก่อนที่จะก่อเหตุ เช่น การบ่นกับเพื่อน
เพิ่มช่องทางการสื่อสาร เพื่อยับยั้งให้สอดคล้องรับจริตของวัยรุ่น
นายปวริศ สุขนิรันต์ ผอ.สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 38 ปี ของสะมาริตัน ฯ มีผู้โทรศัพท์ เข้ามาสอบถามผ่านหมายเลข 02-113-6789 เพื่อระบายและขอรับการรักษา ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน รองลงมา กลุ่มวัยรุ่น อายุ 15-20 ปี โดยพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่น เมื่อเผชิญกับ ภาวะความเครียด หรือ อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงมักเลือกรับบริการ ผ่านช่องทางเพจความรู้ต่างๆ หรือ สอบถามข้อมูลผ่านแชต รวมถึงการสอบถาม AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT เป็นต้น ดังนั้นต้องเพิ่มช่องทางการเข้าใจข้อมูล ความรู้ หรือการคัดกรอง สภาพจิตใจ รวมถึงการดูแลสภาพจิตใจอย่างไรเมื่อเผชิญปัญหา ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มทักษะการรับฟังไม่ตัดสิน ในกลุ่มผู้ปกครอง และ ครูในโรงเรียน เพราะ การะบายผ่านช่องทาง AI แม้จะถือว่าเป็นการได้ระบายออก แต่ไม่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและมีปฎิสัมพันธ์ได้ดีเทียบเท่ามนุษย์
ผศ.(พิเศษ)นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กล่าวว่า การสื่อสารเป็นช่องทางสำคัญในการกู้วิกฤตชีวิตได้ โดยเฉพาะปัญหาการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะทักษะการรับฟังโดยไม่ตัดสิน เพราะสาเหตุของการจบชีวตมักมาจาก รู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง หมดหวัง และ หากในคนครอบครัว มี 1 คนที่ฆ่าตัวตาย มักเกิดผลกระทบกับคนในครอบครัวใกล้ชิด ไม่ต่ำกว่า 6 คน เกิดบาดแผลทางใจ คิดวนๆ ซ้ำๆเสี่ยงซึมเศร้า และนำไปสู่การจบชีวิตตาม ยังไม่นับความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการฆ่าตัวตาย
ที่มา: https://www.hfocus.org/content/2026/09/39389