นักวิจัยชายแดนรพ.แม่สอด ร่วม สวรส. พัฒนาเทคโนโลยี “จดจำใบหู” จากการนำชีวมิติใบหู หรือ Ear Biometrics เพื่อช่วยยืนยันตัวตนเด็กแรกเกิด–5 ปี ทดสอบในเด็ก 960 คน พบความไว 92.40% และความจำเพาะ 93.54% หวังเป็นอีกทางเลือก ในการเชื่อมโยงข้อมูลวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาให้ต่อเนื่อง ด้านผอ.สวรส. แนะสร้างหลักฐานเพิ่มเติม ก่อน นำร่องและขยายผล
ทีมแม่สอด พัฒนาเทคโนโลยีจดจำใบหู
วันที่ 20 ส.ค. 2569 ที่โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก ผศ.(พิเศษ) รเมศ ว่องวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด และคณะ นำเสนอผลวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการระบุตัวตนเด็กแรกเกิด–5 ปี สำหรับการจัดบริการอนามัยแม่และเด็กในประชากรต่างด้าว พื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา อำเภอแม่สอด จ.ตาก” โดยได้รับทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) มี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. พร้อมด้วยผู้บริหารสาธารณสุขจังหวัดตาก โรงพยาบาลแม่สอด คณะผู้วิจัย และภาคีเครือข่ายเข้าร่วม
งานวิจัยมีเป้าหมายแก้ปัญหาการยืนยันตัวตน และเพื่อความต่อเนื่องของข้อมูลสุขภาพเด็กในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายประชากรสูง และเด็กบางส่วนอาจมีข้อจำกัดด้านเอกสารยืนยันตัวตน ทำให้การติดตามประวัติวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาอาจไม่ต่อเนื่อง ทีมวิจัยจึงนำ “ชีวมิติใบหู” (Ear Biometrics) มาใช้เป็นข้อมูลหนึ่งในการช่วยยืนยันตัวตน และทดสอบในเด็กแรกเกิด–5 ปี จำนวน 960 คน ผลวิจัยพบว่า การจดจำใบหูสามารถยืนยันว่าเป็น เด็กคนเดิม ได้ด้วยความไว 92.40% และสามารถแยกแยะว่าเป็น เด็กคนละคน ได้ด้วยความจำเพาะ 93.54%
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า เทคโนโลยีจดจำใบหูมีศักยภาพที่จะนำมาใช้เป็น เครื่องมือช่วยยืนยันตัวตนทางสุขภาพ โดยไม่ได้หมายความว่าจะใช้ใบหูเป็นข้อมูลยืนยันเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ร่วมกับข้อมูลของเด็ก ผู้ปกครอง และประวัติการรับบริการหากพัฒนาเป็นระบบที่เหมาะสม เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้หน่วยบริการ เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของเด็กคนเดิมได้ต่อเนื่องมากขึ้น เช่น ประวัติการได้รับวัคซีน การติดตามพัฒนาการ และการรักษาพยาบาล แม้เด็กจะมีการย้ายพื้นที่หรือเข้ารับบริการต่างหน่วยงาน
สวรส. ชี้ “ต้องมีหลักฐานก่อนขยายผล”
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำว่า สวรส. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยที่เกิดจากปัญหาของระบบบริการสุขภาพ และสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างของการนำปัญหาการระบุตัวตนและความต่อเนื่องของข้อมูลสุขภาพเด็กในพื้นที่ชายแดน มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือจะไม่หยุดอยู่ที่การได้แค่เพียงต้นแบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องสร้างหลักฐานให้ชัดว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสม ปลอดภัย และสามารถใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ ก่อนนำร่อง ประเมินผล และใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อขยายผลในระดับนโยบายต่อไป
นอกจากนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษาวิจัยให้ความเห็นว่า ก่อนนำเทคโนโลยีไปใช้จริง จำเป็นต้องพัฒนาอุปกรณ์ให้มีความคล่องตัว สามารถรองรับการทำงานแบบออฟไลน์ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลสุขภาพ โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิเด็ก ตลอดจนบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นสำคัญ
ด้านข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยจึงเสนอให้พัฒนาระบบยืนยันตัวตนทางสุขภาพที่ใช้ข้อมูลหลายองค์ประกอบ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ พร้อมกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิเด็ก และเสนอให้ดำเนินการนำร่องพร้อมประเมินผล เพื่อสร้างหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ก่อนพิจารณาขยายผลในระยะต่อไป
ที่มา: https://www.hfocus.org/content/2026/08/39202 ---