สปสช. ชู “บุ่งไหมโมเดล” ต้นแบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร เตรียมยกระดับสู่ “สถานชีวาภิบาล”
สปสช. ลงพื้นที่อุบลราชธานี ชู “บุ่งไหมโมเดล” ผสานพลังชุมชน ศาสนา และระบบสุขภาพ ดูแลผู้สูงอายุทั้ง Day Care, Home Care และ Group Home พร้อมเตรียมขึ้นทะเบียนหน่วยบริการตามมาตรา 3 รองรับการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและ Palliative Care ในชุมชนอย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วย นางมลุลี แสนใจ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 10 อุบลราชธานี เยี่ยมชมการดำเนินงานของ ‘ศูนย์สังคมพัฒนาสังฆมณฑลอุบลราชธานี’ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งนับเป็นโมเดลต้นแบบในการผสานพลังทางศาสนา ระบบสุขภาพ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรีและพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด
โดยศูนย์ฯ มีผู้สูงอายุในบริการ daycare 178 คน ให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่ 08:00 น.ถึง 16:00 น. ผู้มาใช้บริการเฉลี่ย 25 คนต่อวัน ส่วน home care ดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน 138 คน มีการจัดทำแผนดูแลรายบุคคล มี CG และ อาสาสมัครที่ผ่านการอบรมดูแลผู้สูงอายุอีก 28 คน อีกหนึ่งจุดเด่นคือการพัฒนา group home เป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวไม่มีบ้านไม่มีผู้ดูแลได้เข้าร่วมการดูแลอย่างเหมาะสมในชุมชน ลดความจำเป็นในการเข้าสู่สถานสถานสงเคราะห์
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุไม่สามารถพึ่งพาระบบบริการสุขภาพเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยพลังทุกภาคส่วน เช่น ชุมชน ศาสนา ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน สามารถเข้าถึงกลุ่มที่อาจตกหล่นจากระบบได้เป็นอย่างดี ‘ บุ่งไหมโมเดล’ คือตัวอย่างนำพลังชุมชนศาสนาท้องถิ่นระบบสุขภาพมาทำงานร่วมกันทำให้การดูแลไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงพยาบาลแต่ขยายถึงบ้านและชุมชนช่วยให้ผู้สูงอายุได้เข้าถึงบริการสุขภาพสิทธิและสวัสดิการอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ สปสช. จะนำข้อเสนอและบทเรียนจากพื้นที่ไปใช้ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก การดูแลต่อเนื่องในชุมชน และการสร้างเครือข่ายที่สามารถ ดูแลประชาชนได้ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระบบบริการสุขภาพ “บุ่งไหมโมเดล” จึงไม่ใช่เพียง ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุ แต่เป็นภาพสะท้อนของการสร้างระบบสุขภาพที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และทำให้คำว่า ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน“ ทพ.อรรถพร กล่าว
ด้าน บาทหลวง นราธิป งามวงศ์ ผอ. ศูนย์สังคมพัฒนาสังฆมณฑล อุบลราชธานี กล่าวว่า กิจกรรมที่ศูนย์ฯ จัดให้ผู้สูงอายุ เน้นให้พวกเขาเป็นศูนย์กลาง หวังยืดระยะเวลาแห่งความสุข และการมีส่วนร่วมในสังคมให้ยาวนานที่สุด และเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ศูนย์ฯ กำลังเตรียมความพร้อมในการประเมินมาตรฐาน เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น ‘สถานชีวภิบาล’ ตามมาตรา 3 กับ สปสช. ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและการดูแลแบบประคบประคอง (Palliative Care) ในระดับชุมชนอย่างเป็นระบบต่อไป
ทิศทางสำคัญของศูนย์ฯ คือการทำให้การดูแล ผู้สูงอายุ “ครบทุกมิติ ครบทุกกลุ่ม และเข้าถึงทุกคน” ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ สมอง สภาพแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ พร้อมพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัย เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์และนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่น โดยในปี 2569 ศูนย์ฯ ผ่านการประเมินเป็น สถานชีวาภิบาล และอยู่ระหว่างการดำเนินงานวิจัยประเมินผลร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ที่มา: https://www.hfocus.org/content/2026/08/39172