ในขณะที่หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) ต่างก้าวหน้าไปไกล ไม่ว่าจะบริษัท Apple Inc. ของสตีฟ จอปส์ และเพื่อน ที่เติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของโลก หรือการที่มนุษยชาติสามารถส่งยานอวกาศ (Tianwen-1) ไปลงจอดและปฏิบัติการที่ดาวอังคารสำเร็จเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากยานอวกาศ Viking 1
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแม้ผ่านเวลาไปคือ ไทยยังคงเป็น “ประเทศรายได้ปานกลาง” อยู่ และในปี พ.ศ. 2569 นี้ ถือเป็นการติดกับดักดังกล่าวจนครบครึ่งศตวรรษแล้ว
อย่างไรก็ตาม อีกไม่นานนับจากนี้ ทุกคนอาจได้เห็นการก้าวข้ามไปสู่ “ประเทศรายได้สูง” ของไทยได้สำเร็จจริงๆ ด้วยการใช้ “นวัตกรรมทางการแพทย์” เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการเปลี่ยนจากผู้บริโภค หรือผู้นำเข้า ไปสู่การเป็นผู้ผลิต และส่งออก ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้มหาศาล จากการเข้าไปมีส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ของโลก ที่ในปีนี้ statista ประเมินว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 631.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 22.46 ล้านล้านบาท

“ถ้ามองประเทศไทยจริงๆ เรามีบุคลากรที่มีศักยภาพสูงมาก ทั้งนักวิจัย และคุณหมอที่เก่งๆ มีแนวคิดที่ดี และมีต้นแบบที่ดี มีโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง และมีต้นทุนจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สูงมาก เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ โรงพยาบาลของไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน ติดอยู่ในรายชื่ออันดับต้นๆ ที่ชาวต่างชาติเลือกเดินทางมาใช้บริการ นอกจากนี้ หลายประเทศก็มองว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เพียงพอและตลาดของเราก็เปิดรับเทคโนโลยีและสิ่งใหม่ๆ ด้วย” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA บอกกับ “The Coverage” ถึงจุดแข็งของไทยในการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Innovation Hub)
“แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ผลงานเหล่านั้นสามารถ Scale ไปสู่การใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เพราะหลายครั้ง งานวิจัยหรืองานที่อยู่ในรั้วโรงเรียนแพทย์หรือมหาวิทยาลัยบางส่วน ยังอยู่ในระดับต้นแบบ คืออยู่ในระดับ TRL (ระดับความพร้อมของเทคโนโลยี) 4 - 6 และไม่สามารถก้าวข้ามหุบเหวแห่งความตาย” ดร.กริชผกา ขยายความให้เห็นประเด็นสำคัญ
หุบเหวแห่งความตายที่ทำให้นวัตกรรมหลายชิ้นไม่ได้ไปต่อจนสุดทางนั้น มีตั้งแต่กระบวนการการนำไปใช้จริงที่ใช้เวลานาน และใช้ทรัพยากรสูง ไม่ว่าจะการทดลอง การนำมาใช้จริง การเข้าสู่ตลาด การผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงการทดสอบมาตรฐานต่างๆ ตลอดจนขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อนและบางครั้งผู้ประกอบการก็ไม่เข้าใจว่าต้องดำเนินการอย่างไร และที่สำคัญคือความเชื่อมั่นของคนไทยเอง ทั้งจากฝั่งโรงพยาบาลผู้ให้บริการ และประชาชนผู้รับบริการ
“สมมติว่า (งานวิจัยนวัตกรรม) 100% ตอนนี้ผลงานที่ผ่านกระบวนการต่างๆ จนไปสู่การใช้จริง มีอยู่ประมาณ 30% เท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าอีก 70% ไม่ดี ผลงานเหล่านั้นดี เพียงแต่ไม่มีกำลังมากพอที่จะผลักดันทุกผลงานได้ทั้งหมด แต่ถ้าเรามีการร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ใช้งาน ก็จะทำให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น” ดร.กริชผกา กล่าวเสริม
ดร.กริชผกา บอกต่อไปว่า ระบบนิเวศในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยมีความแข็งแรงมาก แต่เป็นความแข็งแรงรายพื้นที่ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน รวมถึงโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ฯลฯ ไปจนถึงย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี
ณ จุดนี้เองที่ทำให้ระบบนิเวศที่แม้แข็งแรงแต่ยังคงมีข้อติดขัด และเชื่อมโยงกันไม่มากพอ นั่นจึงทำให้ในปี พ.ศ. 2569 นี้ NIA ต้องการปลดล็อกเรื่องดังกล่าว ผ่านการเดินหน้าใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการ “Spear H Accelerator” และ 2. การขยายบทบาทในผลักดันนวัตกรรม ผ่าน พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งทำให้จากเดิมที่ NIA เป็นเพียง “ผู้ให้ทุนสนับสนุน” ไปสู่การเป็น “ผู้ร่วมลงทุน” (Co-investor) และถือหุ้นด้วย
‘Spear H’ หัวหอกทะลวงข้อจำกัด
สำหรับ Spear H Accelerator ดร.กริชผกา บอกว่า เป็นโครงการที่จะรวบรวมโรงพยาบาล และหน่วยงานด้านสุขภาพต่างๆ จากทั่วประเทศรวม 32 หน่วยงานเข้ามาร่วมบูรณาการความร่วมมือกันเป็น “หัวหอก” ในการทะลวงข้อจำกัดที่มี และผลักดันให้งานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านกลไก Regulatory Sandbox, Co-funding และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ต.ค. ปีนี้
“ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ย่านนวัตกรรมสวนดอก จ.เชียงใหม่ พื้นที่ย่านนวัตกรรมกังสดาล มข. พื้นที่ย่านนวัตกรรมศิริราชในกรุงเทพฯ และพื้นที่ ม.อ. ในภาคใต้พื้นที่เหล่านี้จะใช้เป็น Sandbox หรือ Living Lab สำหรับการประเมินมาตรฐาน การทดลองใช้งาน การสร้างธุรกิจ และการ Scale Up เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ” ดร.กริชผกา กล่าว

‘ร่วมลงทุน’ หวังช่วยพยุงธุรกิจนวัตกรรม
ขณะที่การขยายบทบาทของ NIA ไปสู่ผู้ร่วมลงทุน มีจุดประสงค์เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและพยุงธุรกิจนวัตกรรม หรือสตาร์ทอัพให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผู้อำนวยการ NIA อธิบายว่า การลงทุนของบทบาทใหม่นี้ จะเป็นการดำเนินผ่านกลไก “NIA Venture” ในลักษณะเงินทุนกระตุ้น โดยวางกรอบจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้นไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่
1. รูปแบบ PE-Trust ที่จะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น ประมาณ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จากนั้นนำไปลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีการเติบโตในระดับหนึ่งแล้ว
2. รูปแบบ Corporate Co-funding ซึ่งจากเดิม NIA ให้สตาร์ทอัพจับมือกับบริษัทธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital) และทาง NIA จะสมทบเงินให้ไม่เกิน 10 ล้านบาท และผู้รับทุนต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยขั้นต่ำ แต่หลังจากนี้ NIA จะเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนที่ต้องคืนเงิน หรือเปลี่ยนเป็นแปลงเป็นหุ้น โดยทางเลือกนี้จะช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีที่ยังไม่พร้อมจริงๆ สามารถเปลี่ยนเงินลงทุนเป็นหุ้นได้ โดยยังไม่ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยขั้นต่ำ
3. รูปแบบ Holding Company หรือการร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูง โดยมีวงเงินลงทุนประมาณ 1–5 ล้านบาท เพื่อช่วยประคองให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งต้นบริษัทและเติบโตต่อไปได้
“ทั้ง 3 รูปแบบนี้จะช่วยอุดช่องว่างทางการเงินตั้งแต่ระดับ Early Stage ไปจนถึง Growth Stage โดยงบประมาณจะมาจากกองทุน ววน. (กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ซึ่งสมมติ 100 บาท NIA จะเอาไปจัดสรรลง PE-Trust 40% ลงใน Holding Company 30% และลงใน Corporate Co-funding อีก 30%” ดร.กริชผกา กล่าว
สร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้คนไทย
เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้หากสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ได้ นอกจากจะเป็นการติดปีกให้กับเศรษฐกิจไทยแล้ว อีกด้านยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพด้วย โดยเฉพาะการผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ฝีมือคนไทยเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งเป็นระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการดูแลประชาชนกว่า 47 ล้านคนทั่วประเทศ
ดร.กริชผกา กล่าวว่า ถ้ามีการใช้นวัตกรรมของคนไทยในระบบสุขภาพ ก็จะสามารถทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมากอย่างในระบบบัตรทอง ปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศสูงถึงประมาณปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท
“ต้องขอบคุณทาง สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ที่มีเป้าหมายหลักในการสนับสนุนผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมไทย เพราะแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดงบประมาณของประเทศ และอาจประหยัดงบประมาณได้ถึงหลักหมื่นล้านบาท รวมทั้งช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบ” ผู้อำนวยการ NIA ขยายความ
ก่อนจะบอกถึงแผนในการผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทยว่า ระยะสั้น จะพยายามผลักดันผลงานนวัตกรรมที่อยู่ในระดับ TRL 8 – 9 เข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทยให้มากขึ้น ระยะกลาง NIA จะสร้างความเชื่อมั่นผ่านการใช้งานจริงในพื้นที่ทดลอง (Sandbox) และขยายกำลังการผลิตเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย เนื่องจากบางครั้งเรามีแนวคิดและนวัตกรรมที่ดี แต่ไม่สามารถผลิตได้ในจำนวนที่มากเพียงพอ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง และในระยะยาว จะสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ หรือ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาต่างชาติเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต และต้องผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงขึ้นภายในประเทศ
ข้อเสนอถึง ‘รัฐบาล - สมาคมเฮลท์เทคฯ’
นอกจากการขับเคลื่อนของภาคส่วนต่างๆ ในระบบนิเวศนี้แล้ว เพื่อให้การเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดร.กริชผกา บอกว่า อยากให้รัฐบาลกำหนดเป้าหมายในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างสินค้านวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยในโรงพยาบาลรัฐให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น กำหนดเป็นสัดส่วนชัดเจนเลยว่า สินค้านวัตกรรมประเภทใดบ้างที่หน่วยบริการมีความต้องการ ซึ่งเมื่อ NIA รู้ความต้องการที่ชัดเจนก็จะสามารถคัดเลือก และผลักดันนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการเหล่านั้นเข้ามาเพิ่มเติมได้
รวมถึงอยากให้ผลักดันนโยบาย Medical Innovation Hub ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะถ้าเรื่องนี้ได้รับการกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ มาตรการจูงใจด้านการลงทุนต่างๆ ก็จะมีทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาดำเนินงานด้านนี้ในประเทศไทยได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ดร.กริชผกา ยังมีข้อเสนอถึง สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย (Thai HealthTech Association: THTA) ด้วย โดยกล่าวว่า เนื่องจาก NIA มีการทำงานร่วมกับสมาคมฯ มาอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม ตั้งแต่เรื่องการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการมีความรู้ และความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น มาตรฐานทางคลินิก ฯลฯ รวมถึงต่อยอดโครงการต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาศูนย์กลางนวัตกรรมประเทศไทย (Thailand Innovation Hub) – กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ หรืออย่าง Spear H ก็มีการเชิญสมาคมฯ เข้ามาร่วมดำเนินงานด้วย
“ล่าสุด NIA ยังได้รับรางวัล Thailand Health Tech Excellence Award 2026 ในฐานะองค์กรที่มีส่วนสนับสนุนระบบนิเวศเฮลท์เทคของประเทศไทยจากสมาคมฯ ด้วย ซึ่งรางวัลนี้ถือรางวัลที่ทำให้คนในสำนักงาน (NIA) มีความภาคภูมิใจว่า สิ่งที่ดำเนินการได้รับการมองเห็น และได้รับการยอมรับว่าเป็นหน่วยงานที่สนับสนุน Health Tech Ecosystem อย่างแท้จริง” ดร.กริชผกา กล่าว

ดังนั้น จึงอยากให้สมาคมฯ ยกระดับไปสู่การเป็นแพลตฟอร์กลางที่จะสร้างความรู้ และความเข้าใจ รวมทั้งร่วมกันผลักดันเครือข่ายแบบ B2B (Business-to-Business) และ B2G (Business-to-Government) เพื่อให้เกิดการจัดซื้อ และเกิดผู้ซื้ออย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“รวมถึงอยากชวนสมาคมฯ มาร่วมสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ทางด้านนี้ให้เพิ่มมากขึ้น และร่วมกันพิจารณาว่า ผู้ประกอบการแต่ละรายอยู่ใน Stage ใด และควรเข้าสู่แพลตฟอร์มใด เราอยากร่วมกันสร้าง Customer Journey ว่าผู้ประกอบการจะเติบโตอย่างไร และร่วมกันวางแผนการเติบโตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งสมาคมฯ จะสามารถเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน” ผู้อำนวยการ NIA เผย
‘ความเชื่อมั่น’ คือคีย์สำคัญ
ดร.กริชผกา กล่าวด้วยว่า การเชื่อมโยงข้อมูล และกระบวนการส่งต่อนวัตกรรม ระหว่างหน่วยงานผู้สนับสนุนอย่าง NIA รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง อย. และผู้ซื้ออย่าง สปสช. ให้เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ เพราะหากสามารถทำได้ ก็จะเกิดช่องทางด่วน (Fast Track) สำหรับนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพที่มีผลกระทบสูงต่อระบบสุขภาพให้ถูกนำไปใช้จริงได้เร็วขึ้นจากเดิมที่ใช้เวลาราว 10 ปี
นอกจากนี้ ดร.กริชผกา ยังกล่าวย้ำถึงอีกประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือ “ความเชื่อมั่น” ว่า ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีความเชื่อมั่นก็ไม่มีใครเอานวัตกรรมไปใช้ การเติบโตไปสู่จุดต่างๆ ก็เป็นเรื่องยาก จึงอยากขอฝากประเด็นนี้ไปถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน โรงพยาบาลภาครัฐ และโรงพยาบาลเอกชน
“ถ้าไม่มีความเชื่อมั่น ก็จะไม่มีการบริโภคและไม่ใช้งาน เมื่อไม่มีการใช้งาน นวัตกรรมก็ไม่สามารถเติบโตในประเทศไทยได้ ไทยเราต้องการส่งเสริมให้ประเทศเป็นชาตินวัตกรรม แต่เราจะเป็นชาตินวัตกรรมไม่ได้เลย ถ้านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศไม่ได้รับการใช้งานจากคนไทยเอง” ดร.กริชผกา กล่าว
ที่มา :จาก ‘ผู้ให้ทุน’ สู่ ‘ร่วมลงทุน’ บทบาทใหม่ NIA – โปรเจ็กต์ล่าสุด พาไทยสู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมแพทย์’ | TheCoverage