สบส. ดัน "Medical Hub" ดึงต่างชาติใช้บริการกว่า 3 ล้านราย พร้อมเดินหน้าปรับกฎหมาย-ขยายวีซ่าบริการสุขภาพ ดันอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสเติบโต
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการจัดงาน “International Healthcare Week 2026” ภายใต้หัวข้อ “การผลักดันปประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก หรือ Medical Hub” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2026 ฮอลล์ 1-3 และฮอลล์ 5-8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โดย นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านมาตรฐานและศักยภาพทางการแพทย์ โดยการให้บริการทางการแพทย์ของไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และอยู่ในลำดับต้นของภูมิภาค อีกทั้งยังมีระบบการประเมินและรับรองมาตรฐานภายในประเทศที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้บริการตามมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ จุดเด่นสำคัญของประเทศไทยคือความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระดับโลก โดยแม้ต้นทุนจะต่ำกว่า แต่คุณภาพไม่ได้ต่ำตาม กลับเป็นบริการที่มีคุณภาพสูงในราคาที่เป็นมิตรกับผู้รับบริการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub
นพ.ภูวเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหลายประเทศพยายามยกระดับบริการสุขภาพให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ทั้งด้านอาหารไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ภูมิปัญญาไทย รวมถึงการนวดไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หากสามารถบูรณาการบริการเหล่านี้ร่วมกับภาคการท่องเที่ยว จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลกได้
ในส่วนของบทบาทกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีหน้าที่ในการกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคในสถานบริการต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล คลินิก สปา และสถานดูแลผู้สูงอายุ พร้อมทั้งดำเนินการประเมินให้เป็นไปตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม นอกจากบทบาทด้านการกำกับดูแลแล้ว ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนให้บริการสุขภาพสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเตรียมปรับปรุงกฎหมายและข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ ยังมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพในอนาคต เช่นเดียวกับที่หลายคนนึกถึงประเทศอื่นในด้านความงาม โดยต้องการให้เมื่อกล่าวถึงอาหารที่ดี การท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ และการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพ ผู้คนจะนึกถึงประเทศไทย
สำหรับรูปแบบของงานในปีนี้ นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และยาแล้ว ยังมีการนำเสนอภาคบริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ทั้งโรงพยาบาล คลินิก สปา และสถานบริการต่างๆ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจได้จากประสบการณ์จริง ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่การตัดสินใจมักอาศัยการบอกต่อหรือข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์
นพ.ภูวเดช ยังกล่าวถึงความพร้อมการผลักดันประเทศสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลกว่า ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับในปี 2568 ครองแชมป์ในอาเซียน และอันดับ 9 ของโลกให้เป็นหนึ่งในระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก และมีสถานพยาบาลมาตรฐานสากล JCI (Joint Commission International) มากที่สุดในอาเซียน โดยมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ถึง 65 แห่ง นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานอื่นๆ อาทิ GHA 27 แห่ง, AACI 114 แห่ง และ HA อีก 381 แห่ง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานระดับสากลที่เป็นความพร้อมของระบบนิเวศบริการสุขภาพไทยครอบคลุมทุกมิติ ประกอบด้วย Medical Care โรงพยาบาลรัฐ 1,110 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 440 แห่ง ,บริการเฉพาะทาง คลินิกทันตกรรมกว่า 7,000 แห่ง และเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ (IVF) 117 แห่ง ,Wellness &Spa นวดเพื่อสุขภาพกว่า 16,033 แห่ง สปา 1,251 แห่ง ,กิจการดูแลผู้สูงอายุ /ผู้มีภาวะพึ่งพิง 1,075 แห่ง และดิจิทัลเฮลท์ บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มากกว่า 11,000 แห่งทั่วประเทศ
“ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ป่วยชาวต่างชาติอย่างสูง โดยในปี 2024 มีผู้เดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในไทยมากกว่า 3,000,000 ราย สะท้อนถึงคุณภาพการให้บริการที่มีมาตรฐานระดับโลก”นพ.ภูวเดชกล่าว
เมื่อถามถึงมาตรการที่จะดำเนินการสร้างการเติบโตเมดิคัลและเวลเนสของไทย รวมถึงการขยายวีซ่าเข้ามารับบริการทางการแพทย์จาก 1 ปีเป็น 5 ปี นพ.ภูวเดช กล่าวว่า มีแผนขยายระยะเวลาวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางมารับบริการทางการแพทย์และดูแลสุขภาพให้ยาวนานยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติและส่งเสริมจุดแข็งด้านการบริการสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายของรัฐบาล
นอกจากนี้ กรมจะปรับลดขั้นตอนทางราชการให้รวดเร็วขึ้นผ่านระบบออนไลน์และการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการจดทะเบียนและตรวจสอบโฆษณา และยังมีการแก้ไขระเบียบด้านการสื่อสารให้เท่าทันยุคดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ
ในเรื่องของโฆษณานั้น กรมสบส.มีภารกิจในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ถ้าโฆษณาสถานพยาบาลที่สามารถทำได้จริง มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัย คุ้มค่าคุ้มราคาก็สามารถผ่อนลงในการปลดล็อคเรื่องโฆษณาเพื่อให้เกิดการแข่งขัน เช่น เรื่องความสวยความงาม อาหารที่ดี สถานที่ท่องเที่ยวที่สมบูรณ์และการดูแลให้มีสุขภาพที่ดี จะต้องดำเนินการให้ต่างชาตินึกถึงประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง
“ข้อจำกัดเรื่องการโฆษณาต้องมีการแก้ เพื่อให้เกิดโอกาสการแข่งขัน ซึ่งรายเก่าต้องทำให้มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ส่วนรายใหม่ต้องเข้ามาสู่ธุรกิจสุขภาพที่มีความั่นคงและต่อยอดได้ จึงจะดำเนินการปรับแก้และอำนวยความสะดวก”นพ.ภูวเดช กล่าว
ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า ตลาดนวัตกรรมการแพทย์ของโลกมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ย 22-25% ต่อปี โดย NIA มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Innovation Hub) ผ่านกลไก “4G” ได้แก่ Groom, Grant, Growth และ Global เพื่อสนับสนุนกลุ่ม Startup, SMEs และ Social Enterprise ให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพในด้าน Medical AI และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ที่มีการใช้งานจริงในโรงพยาบาล รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งเป็นโอกาสในการพัฒนาสมุนไพรและสารสกัดให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาย่านนวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Innovation District) ในพื้นที่สำคัญ เช่น ถนนโยธี กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงโครงการ “SPACE” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
เนื้อหาต้นฉบับ: https://www.hfocus.org/content/2026/06/38372